
สเปอร์ส พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดสุดสัปดาห์ ลอนดอนดาร์บี้เดือด: สเปอร์ส พบ เชลซี วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ Tottenham Hotspur Stadium. เกมใหญ่ที่ทั้งสองทีมใช้วัดระดับจริงจังของงานสร้างทีมฤดูกาลนี้ — เวลาแข่งขันโปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดจากพรีเมียร์ลีก/สโมสรเพื่อความถูกต้อง
หมายเหตุเชิงข้อมูล: บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงสถิติและรูปแบบการเล่นที่สม่ำเสมอของทั้งสองทีมในยุคกุนซือคนปัจจุบันตลอดสองซีซันหลัง และสถิติย้อนหลังที่ได้รับการยืนยันจากฐานข้อมูล Transfermarkt, SofaScore และ WhoScored จนถึงช่วงสิ้นฤดูกาล 2023/24-ต้นฤดูกาล 2024/25 ข้อมูลตัวเลขบางส่วนเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง/ช่วงค่าที่พบสม่ำเสมอและอาจมีการเปลี่ยนแปลงใกล้วันแข่ง
สเปอร์สของ อังเก้ ปอสเตโคกลู ยังคงเอกลักษณ์ “บุกก่อน พูดทีหลัง” เกมเพรสซิ่งสูง ไลน์กองหลังดันสูง เปิดบอลไดเร็กต์สลับเซ็ตเพลย์ปะทะพื้นที่ครึ่งช่อง (half-spaces) จุดเด่นคือสปีดเกมริมเส้น Porro–Udogie, ความคิดสร้างสรรค์ของ Maddison และมิติการสลัดตัวประกบ-โจมตีพื้นที่ว่างของ ซน ฮึง-มิน/คูลูเซฟสกี จุดต้องระวังคือระยะห่างระหว่างเซนเตอร์กับมิดฟิลด์ตัวต่ำเวลาสลับโครงสร้าง “2-3” ในเกมรุก ซึ่งเปิดพื้นที่หลังไลน์ให้คู่แข่งโต้กลับเร็ว
เชลซีในยุคการบิลด์อัพแบบโครงสร้างของโค้ชสายครอบครองบอล (มักยืน 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 ปรับเป็น 3-2 ระหว่างบิลด์) โดดเด่นเรื่องการสร้างมุมผ่านด้วยฟูลแบ็กอินเวิร์ต, การยืนตำแหน่งระหว่างไลน์ของ โคล พาล์เมอร์, ความดุดันแย่งสองจังหวะจากคู่กลางอย่าง ไกเซโด้–เอ็นโซ และพลังงานของ กัลลาเกอร์ เกมรุกได้สเปซแล้วไหลลื่น แต่จังหวะสุดท้ายและทรงป้องกันทรานซิชันยังขึ้นกับวินัยของแนวรับด้านกว้างและการรีคัฟเวอร์ของคู่กลาง
แนวโน้ม: 5 เกมหลัง เชลซีทำได้ดีกว่า ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงรวม 10 ประตู ต่อ 5 ของสเปอร์ส เกมมักมีจังหวะพลิกผันสูงเมื่อสเปอร์สดันไลน์ลึกเข้าแดนเชลซี
ทรงฟุตบอลของสเปอร์สในบ้านช่วงหลังคงเส้นคงวา: เข้าทำเร็ว อัตราครองบอลโดยเฉลี่ยมักแตะราว 58–62% สร้างโอกาสยิงรวมระดับเลขสองหลักต่อเกม ยิงตรงกรอบ 5–7 ครั้ง/เกม และค่า xG ในบ้านโดยเฉลี่ยอยู่แถวๆ 1.7–2.1 ต่อ 90 นาที จุดแข็งคือการเล่นด้านกว้าง-สลับจุดเข้าทำและจังหวะตัดเข้าในของแนวรุก ขณะที่การป้องกันทรานซิชันและลูกตั้งเตะยังต้องเน้นรายละเอียด โดยเฉพาะการจับคู่ประกบโซน/แมนในเขตโทษ
ผู้เล่นเด่นระยะหลัง: ซน ฮึง-มิน (การวิ่งทะลุไลน์/จบสกอร์), เจมส์ แมดดิสัน (คีย์พาส/ลูกนิ่ง), เปโดร Porro และ เดสตินี อูโดกี (ขับเคลื่อนขึ้นเกม), โรเมโร–ฟาน เดอ เวน (สปีดปิดพื้นที่ลึก)
เชลซีมีพัฒนาการในเกมรุกชัดเจนเมื่อได้ พาล์เมอร์ เป็นตัวคลี่สถานการณ์และเชื่อมเกมระหว่างไลน์ โครงสร้างบิลด์อัพช่วยให้ครองบอลเฉลี่ยราว 55–60% สร้างโอกาส 13–16 ครั้ง/เกม ยิงตรงกรอบ 5–6 ครั้ง ค่า xG โดยเฉลี่ย 1.5–1.9 ต่อเกม แนวโน้มดีขึ้นเมื่อคู่กลางคุมทรานซิชันได้ แต่ยังมีช็อตหลุดสมาธิในแนวรับด้านกว้างและการปิดครอส
ผู้เล่นเด่น: โคล พาล์เมอร์ (การตัดสินใจ/ยิง-จ่าย), เอ็นโซ เฟร์นันเดซ (เปลี่ยนแกน/คิลพาส), มอยเซส ไกเซโด้ (แย่งบอล/ปิดพื้นที่), นิโกลัส แจ็คสัน และ มิไคโล มูดริค (สปีดโจมตีพื้นที่หลังไลน์)
อิงค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่สม่ำเสมอ (ฤดูกาล 2023/24–ต้น 2024/25) จาก WhoScored/SofaScore:
- โอกาสยิงรวมต่อเกม: สเปอร์ส 15–18 | เชลซี 13–16
- ยิงตรงกรอบต่อเกม: สเปอร์ส 5–7 | เชลซี 5–6
- ค่า xG ต่อเกม: สเปอร์ส ~1.7–2.1 | เชลซี ~1.5–1.9
- ครองบอลเฉลี่ย: สเปอร์ส 58–62% | เชลซี 55–60%
- ลูกเตะมุมต่อเกม: สเปอร์ส 5–7 | เชลซี 4–6
- เปอร์เซ็นต์ผ่านบอลสำเร็จ: สเปอร์ส 86–88% | เชลซี 86–88%
ภาพรวม: สเปอร์สขึงเกมรุกได้หนาแน่นกว่าเมื่อเล่นในบ้าน แต่เชลซีมีคุณภาพจังหวะสุดท้ายจากพาล์เมอร์และการทะลุช่องเร็วที่สามารถลงโทษไลน์สูงของเจ้าบ้านได้
- สเปอร์ส: จุดเด่นคือความเร็วในการเปลี่ยนจากตั้งลำเป็นทะลุช่อง ริมเส้นสองฝั่งสร้างมุมเปิดบอลและลากตัดเข้าในได้อันตราย เกมเพรสซิ่งไกด์ไปด้านนอกแล้วบีบกับดักริมเส้นดี จุดอ่อนคือพื้นที่หลังแบ็กเมื่อขึ้นสูงและการทิ้งช่องครึ่งช่องระหว่างเซนเตอร์กับมิดฟิลด์ตัวรับ หากถูกเชลซีตัดบอลกลางทาง โอกาสโดนสวนแบบ 3v3 เกิดขึ้นง่าย
- เชลซี: จุดเด่นคือการตั้งโครงสร้างบิลด์อัพให้มีตัวเลือก 3 เส้นทาง (ใน–นอก–ยาว) การสับตำแหน่งของเอ็นโซ/กัลลาเกอร์เปิดทางให้พาล์เมอร์รับบอลหันหน้าเข้าหาประตู จุดอ่อนคือการรีเซ็ตทรานซิชันป้องกันด้านกว้างและการป้องกันครอสเสาไกล ถ้าแบ็ก/วิงแบ็กถูกดึงเข้ากลางโดยเกมรับแบบคอมแพ็กต์ จะเปิดช่องให้สเปอร์สโจมตีเสาไกลของ ซน/คูลูเซฟสกี
ลูกตั้งเตะ: เชลซีมีอาวุธลูกโด่งจาก ดิสาซี–โคลวิลล์ ส่วนสเปอร์สได้ทีเด็ดลูกนิ่งจาก แมดดิสัน/Porro เกมนี้รายละเอียด dead ball อาจชี้ขาด
อ้างอิงแนวโน้มตำแหน่งตัวจริงและระบบจากข้อมูลล่าสุดใน SofaScore/WhoScored ช่วงปลายฤดูกาล 2023/24–ต้น 2024/25 และรูปแบบการจัดทีมที่ใช้อย่างต่อเนื่อง
- พื้นที่หลังแบ็กขวาเชลซี: ถ้า กุสโต้ เติมสูงแล้วเสียบอล โซนนี้เปิดให้ ซน ฮึง-มิน โจมตีทันที
- ช่องระหว่างไลน์สเปอร์ส: พาล์เมอร์หาพื้นที่รับบอลหลังมิดฟิลด์ ถ้าโรเมโร/ฟาน เดอ เวนต้องสไลด์ออกมาสกัด จะทิ้งพื้นที่ในกรอบให้แจ็คสันวิ่งตัด
- ลูกนิ่งสองฝั่ง: เชลซีได้เปรียบความสูงในเขตโทษ ส่วนสเปอร์สมีคุณภาพการเปิดจากแมดดิสัน/Porro
- คุณภาพจังหวะที่สอง: ใครเก็บแย่งบอลตกและรีเซ็ตการบุกได้ต่อเนื่อง จะคุมจังหวะเกม
- แผนสำรอง: สเปอร์สมีตัวสปีดลงเปลี่ยนเกม (ริชาร์ลิซอน/จอห์นสันสลับข้าง) ขณะที่เชลซีมี เอ็นคุนคู/มาดูเอเก้ เป็นตัวแก้โจทย์พื้นที่แคบ
สเปอร์สจะเริ่มเกมด้วยการเพรสสูง คุมแดนกลางด้วยการยืน 2-3 ในบิลด์และถ่างแบ็กเพื่อปักธงริมหรือครึ่งช่อง เชลซีจะตั้งบล็อกกลาง-สูง รอจังหวะตัดบอลแล้วสวนกลับสั้นที่พาล์เมอร์เป็นศูนย์กลาง เกมจะเร็ว มีโอกาสยิงกันเยอะ และมีช่วงที่แนวรับทั้งสองฝั่งต้องรับมือทรานซิชันแบบ 3v3/4v4 บ่อยครั้ง หากสเปอร์สได้ประตูนำก่อน เชลซีจะต้องเสี่ยงยืนสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเปิดสเปซให้เจ้าถิ่นโจมตีพื้นที่หลังไลน์
สเปอร์ส 2-1 เชลซี
เหตุผล: เจ้าบ้านได้เปรียบเรื่องสปีดและจังหวะเข้าทำเมื่อเล่นในรังตนเอง โครงสร้างเพรสของปอสเตโคกลูมักทำให้คู่แข่งที่เน้นครองบอลพลาดในโซน 2/ครึ่งช่อง และสเปอร์สมีตัวตัดสินเกมจากลูกตั้งเตะ-คีย์พาสของแมดดิสัน ขณะที่เชลซีมีทีเด็ดจากพาล์เมอร์พาไลน์รับสเปอร์สต้องถอย จึงยังมองว่ามีสกอร์แลกกัน แต่ความเฉียบคมในบ้านของสเปอร์สมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย
หากสนใจแทงบอลกับเว็บแทงบอลเกาหลี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเรา Keb168 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง LINE Official: @Keb168 หรือสามารถ >> กดสมัครสมาชิก << ได้ทันที
KEB168
KEB168 เว็บพนันเกาหลี คาสิโนเกาหลี สล็อตเกาหลี แทงบอลออนไลน์ ฝาก–ถอนวอนออโต้ 24 ชม.
